เส้นทางชีวิตฮิวจ์ เฮฟเนอร์

เกิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน 1926 ที่เมืองชิคาโก รัฐอิลินอยส์, ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมเซ็กซ์ หลังจากนิตยสาร PLAYBOY ฉบับแรกของเขาที่มี มาริลีน มอนโร ขึ้นปกถือได้รับการตีพิมพ์ในปี 1953 นับตั้งแต่นั้น PLAYBOY ได้เติบโตจนกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจ มูลค่าหลายร้อยล้านดอลล่าร์ ที่ครอบคลุมทั้งสื่อสิ่งพิมพ์, โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ แต่ยังคงสะท้อนความเป็นคนหัวขบถของผู้ก่อตั้งมาโดยตลอด

EARLY LIFE

ฮิวจ์ มาร์สตัน เฮฟเนอร์ เกิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน 1926 ที่เมืองชิคาโก รัฐอิลินอยส์ โดยเขาเป็นลูกชายคนโตจากลูกชาย 2 คนของเกล็นน์ และเกรซ เฮฟเนอร์ ครอบครัวที่เคร่งในคำสอนของศาสนาคริสต์ นิกายเมโธดิสต์ส และใช้ชีวิตในแบบคนแถบมิดส์เวสต์ดั่งเดิม

เฮฟเนอร์ เข้าเรียนชั้นประถมที่เซย์เร่ (Sayre Elementary School) ก่อนจะมาเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนสไตน์เม็ตซ์ (Steinmetz High School) ทางฝั่งตะวันตกของเมืองชิคาโก โดยมีเสียงร่ำลือว่าเขาเคยทดสอบไอคิวได้สูงถึง 152 ทั้งที่คุณครูเขียนรายงานความประพฤติว่าเขาเป็นคนประเภท "ไร้ความกระตือรือร้น" และระหว่างเรียนมัธยมปลาย เฮฟเนอร์ ได้กลายเป็นผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ประจำโรงเรียน ที่เป็นการฉายแววด้านสื่อสารมวลชนของเขาออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก

เฮฟเนอร์ เข้ารับใช้ชาติเป็นทหารในกองทัพสหรัฐฯ ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 และปลดประจำการในปี 1946 ก่อนจะเข้าเรียนที่สถาบันศิลปะชิคาโก (Chicago Art Institute) เป็นเวลา 2 ปี จากนั้นเข้าสู่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ แอท เออร์บาน่า-แชมเพจน์ (University of Illinois at Urbana-Champaign) โดยเลือกเรียนเอกด้านจิตวิทยา ระหว่างนั้นในปี 1949 เขาได้พบ มิลเดรด วิลเลี่ยมส์ ภรรยาคนแรก ก่อนจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในปี 1950

ในช่วงทศวรรษ 1950 เฮฟเนอร์ ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่เหมือนกับเพื่อนหลายๆ คนของเขา ด้วยความเป็นคนหนุ่มที่เพิ่งจบปริญญาตรี, อายุที่ยังน้อย และความทะเยอทะยานที่สูงในตัวทำให้เขาสมัครเข้าทำงานกับ Esquire ที่เป็นนิตยสารชั้นนำในเวลานั้น และมีสำนักงานตั้งอยู่ที่ชิคาโก

ยุคแรกเนื้อหาของ Esquire จะเป็นเรื่องราวประโลมโลกเอาใจท่านชาย ก่อนจะถูกปรับเปลี่ยนจนกลายเป็นนิตยสารที่มีคุณภาพนำเสนอทั้งเรื่องราวแฟชั่นของผู้ชายจนถึงบทความจากนักเขียนชื่อดังระดับโลกอย่าง เออร์เนสต์ เฮมิ่งท์เวย์ และเอฟ. สกอตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ รวมทั้งภาพวาดผู้หญิงแนวเซ็กซี่ของจอร์จ แพ็ตตี้ และอัลเบร์โต้ วาร์กัส 2 ศิลปินดังในช่วงเวลานั้น แต่เฮฟเนอร์ เข้าทำงานที่ Esquire ในตำแหน่งนักเขียนคำโฆษณา (Promotional Copywriter) และตัดสินใจลาออกในปี 1953 เพราะว่าถูกปฏิเสธการขอขึ้นเงินเดือนอีก 5 ดอลล่าร์

จุดเริ่มต้นสู่การทำนิตยสาร

ในใจของเฮฟเนอร์ ตั้งใจจะเริ่มทำหนังสือของตัวเองมาตลอด โดยมีรูปแบบที่คล้ายกับ Esquire แต่เขาเชื่อมั่นว่าต้องทำได้ดีกว่า หลังจากรวบรวมเงินได้ 8,000 ดอลล่าร์จากการลงขันของคนรู้จัก 45 คน โดยรวมถึงเงิน 1,000 ดอลล่าร์จากแม่ของเขาเพื่อให้ PLAYBOY ฉบับแรกเกิดขึ้นออกมาให้ได้ ในตอนแรกเฮฟเนอร์ อยากใช้ชื่อนิตยสารว่า 'Stag Party' แต่ต้องเปลี่ยนใจเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกฟ้องร้องข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์กับนิตยสาร Stag ที่มีอยู่แล้ว ก่อนจะมีเพื่อนคนหนึ่งเสนอชื่อ 'PLAYBOY' ขึ้นมา โดยเป็นชื่อของบริษัทผลิตรถยนต์แห่งหนึ่งในเมืองชิคาโก ที่เพิ่งปิดกิจการลง เฮฟเนอร์ ถูกใจชื่อนี้ทันที จากการที่เขารู้สึกว่ามันเป็นชื่อที่ให้ความรู้สึกของการใช้ชีวิตในสังคมชั้นสูง และความหรูหรา

เฮฟเนอร์ เริ่มต้นทำ PLAYBOY ฉบับแรกในห้องครัวที่อพาร์ทเม้นต์ของเขาในย่านไฮจ์ พาร์ค เมืองชิคาโก ก่อนที่นิตยสารจะวางแผงในเดือนธันวาคม 1953 โดยไม่มีการระบุวันที่บนหน้าปก จากการที่เฮฟเนอร์ ไม่มั่นใจว่าจะมีโอกาสทำเล่มที่ 2 ออกมาหรือไม่ แต่เพื่อรับประกันความสำเร็จในระดับหนึ่ง เฮฟเนอร์ ยอมจ่ายเงินซื้อรูปสีของมาริลีน มอนโร ที่เปลื้องผ้าถ่ายนู้ดไว้ก่อนที่เธอจะกลายเป็นดาราภาพยนตร์ชื่อดัง และเลือกตีพิมพ์ลงหน้าคู่กลางของนิตยสาร จนทำให้นิตยสารฉบับแรกทำยอดขายทะลุ 50,000 เล่มอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นปรากฏการณ์ของสังคมอเมริกันในเวลานั้น

ในยุค 50 สหรัฐฯ กำลังพยายามนำตัวเองออกห่างจากความวุ่นวาย หลังจากใช้เวลาเกือบ 30 ปีเข้าร่วมสงคราม และสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ด้วยหลายๆ เหตุผลทำให้ PLAYBOY กลายเป็นเหมือนยาถอนพิษที่ช่วยปลดปล่อยความอดกลั้นของผู้คนในเรื่องเพศ และเปิดประตูสู่ยุคใหม่ แต่เพื่อป้องกันถูกคนบางกลุ่มโจมตีว่าเป็นหนังสือลามกไม่สมควรวางขาย PLAYBOY เริ่มขยายฐานผู้อ่านด้วยการใส่บทความที่ให้แง่คิด และเรื่องราวของคนในสังคมชั้นสูงเข้ามาเพิ่ม

กว่าจะเป็นสัญลักษณ์ "PLAYBOY"

สัญลักษณ์ของ PLAYBOY ที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดีก็คือโลโก้รูปกระต่ายผูกโบว์ ที่ปรากฏครั้งแรกในฉบับที่ 2 และกลายเป็นเครื่องหมายทางการค้าของ PLAYBOY จนกระทั่งปัจจุบัน และเหตุผลที่เฮฟเนอร์ เลือกใช้เจ้าสัตว์ชนิดนี้ก็มาจาก 'ความหมายแฝงเรื่องอารมณ์ขันทางเพศ' และแสดงให้เห็นถึง 'ความมีชีวิตชีวา และความขี้เล่น' ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาพยายามสอดแทรกลงในบทความ และการ์ตูนที่อยู่ในนิตยสารมาตลอด

เฮฟเนอร์ ยังพยายามสร้างความแตกต่างให้ PLAYBOY จากนิตยสารผู้ชายที่มีอยู่บนแผง ด้วยการคัดสรรเรื่องราวการใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ และนิยายแบบแมนๆ โดยเขาตัดสินใจว่านิตยสารเล่มนี้จะต้องมีเรื่องราวของคนหลากหลายเชื้อชาติ และชายหนุ่มที่มีการศึกษาที่หากพูดถึงการมีเซ็กซ์ของพวกเขาต้องไม่ได้ถึงการปลดปล่อยกับพวกหญิงขายบริการแต่เป็นพวกสาวข้างบ้านอารมณ์เปลี่ยว (The girl next door)

ในช่วงแรกที่นิตยสารออกวางขาย เฮฟเนอร์ ใช้การโปรโมทที่เรียกกันในภายหลังว่า 'ปรัชญาของ PLAYBOY' (PLAYBOY Philosophy) ด้วยการพัฒนาเนื้อหานิตยสารควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และนโยบายรัฐบาล ด้วยปรัชญานี้ทำให้เฮฟเนอร์ เลือกที่จะเดินตามความเชื่อพื้นฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์เพศชาย และมนุษย์เพศหญิง พร้อมร่วมเรียกร้องเกี่ยวกับการเปิดเผยเรื่องเพศสภาพ อย่างไรก็ตามเฮฟเนอร์ ไม่เคยละเลยความจริงที่ว่าภาพเปลือยของพวกสาวๆ เป็นจุดขายสำคัญที่สุด ของนิตยสารของเขา

แต่การทุ่มเททำงานในนิตยสารฉบับนี้ได้ทำลายชีวิตส่วนตัวของฮิวจ์ เฮฟเนอร์ จนทำให้ชีวิตคู่ของเขาต้องปิดฉากลง หลังจากในปี 1956 PLAYBOY สามารถทำยอดพิมพ์แซง Esquire คู่แข่งสำคัญ และเข้าใกล้ตัวเลข 1 ล้านฉบับต่อเดือนในปี 1959 ชีวิตของเฮฟเนอร์ ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจากการมีความสัมพันธ์กับสาวมากหน้าหลายตาที่มาถ่ายแบบให้เขา จนทำให้ภรรยาของเขาหมดความอดทนจัดการขอหย่าแยกทางในปี 1959 หลังจากมีลูกด้วยกัน 2 คนคือ คริสตี้ และเดวิด

ก้าวสู่ยุคทองของ "PLAYBOY"

ในช่วงทศวรรษ 60 ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ กลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่มีชีวิตของ PLAYBOY ชายหนุ่มผู้ร่ำรวยในชุดสูทผ้าไหมสีเทาวาววับที่ถือไปป์ติดมือตลอดเวลา เขาพร้อมอ้าแขนตอนรับพวกคนที่มีการศึกษาดีๆ, บุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม และบรรดาเศรษฐี เข้ามาที่บริษัทจนเต็มไปด้วยหนุ่มๆ และสาวสวย ในขณะที่ความสำเร็จของนิตยสารเพิ่มสูงขึ้นจนกลายเป็นกระแสความสนใจของสาธารณชน เฮฟเนอร์ มีความสุขกับการสร้างตัวเองให้เป็นสัญลักษณ์ของหนุ่มเจ้าเสน่ห์ และกระบอกเสียงของการปฏิวัติทางเพศในยุค 60

ช่วงเวลานั้นกลายเป็นยุคทองของ PLAYBOY ด้วยยอดพิมพ์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้เฮฟเนอร์ ลงมือสร้างอาณาจักรของเขาที่จะต้องมีกุญแจส่วนตัว (Private Key) ไขเข้าสู่คลับที่มีพนักงานต้อนรับสาวที่รู้จักกันในชื่อของ 'สาวกระต่าย' (PLAYBOY Bunny) จากการสวมชุดที่เป็นสัญลักษณ์ของนิตยสารคอยต้อนรับที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จอื่นๆ อีกมากมาย หลังจาก PLAYBOY Enterprises เริ่มต้นสร้างโรงแรม, ธุรกิจโมเดลลิ่งจัดหานางแบบ, สร้างภาพยนตร์, ตีพิมพ์นิยาย และเปิดบริษัทเพลง โดยเฮฟเนอร์ ยังมีโอกาสเป็นพิธีกรใน PLAYBOY's Penthouse (1959–60) และ PLAYBOY After Dark (1969–70) รายการทอลค์โชว์ที่ออกอากาศสัปดาห์ละครั้ง โดยถ่ายทำบริเวณระเบียงแมนชั่นที่เต็มไปด้วยสาวเพลย์เมต (Playmate) สลับหมุนเวียนมานั่งคุยกับป๋าเฮฟ และแขกพิเศษในหัวข้อสนทนาที่เป็นประเด็นน่าสนใจในช่วงเวลานั้น

แต่เป็นธรรมดาที่ความสำเร็จไม่อาจหลีกเลี่ยงกระแสต่อต้าน ในปี 1963 ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ ถูกจับกุม และต้องขึ้นศาลในข้อหาจำหน่ายสื่อลามกหลังจาก PLAYBOY ตีพิมพ์ภาพเปลือของเจย์น แมนฟิลด์ นักแสดงสาวฮอลลีวู้ด แต่สุดท้ายคณะลูกขุนไม่สามารถลงมติตัดสินชี้ขาดความผิด ทำให้ข้อหาทั้งหมดถูกยกฟ้อง และคดีความครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบกับชื่อเสียงของเฮฟเนอร์ หรือ PLAYBOY Enterprises แต่อย่างใด โดยเขายังถือโอกาสตั้งมูลนิธิ PLAYBOY Foundation ขึ้นมาในปี 1965 เพื่อให้การช่วยเหลือกลุ่มองค์กรที่ไม่แสวงหาผลประโยชน์ในการต่อสู้เพื่อสิทธิ์การเซ็นเซอร์ และสิทธิเรื่องเพศสภาพของประชาชน

ความท้าทายครั้งสำคัญของ "PLAYBOY"

ในทศวรรษ 70 ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ สามารถสร้าง PLAYBOY Enterprises เป็นเครือธุรกิจขนาดยักษ์, นำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ และนิตยสารมียอดพิมพ์สูงถึง 7 ล้านเล่มต่อเดือน ทำรายได้กว่า 12 ล้านดอลล่าร์ในปี 1972 ทำให้เฮฟเนอร์ เริ่มแบ่งเวลาใช้ชีวิตอยู่ที่ 2 แมนชั่นหลังงามในชิคาโก และลอส แอนเจลิส ส่วนเวลาที่ไม่อยู่บ้านก็หมายความว่าเขากำลังเดินทางไปที่ไหนซักแห่งบนโลกด้วยเครื่องบินส่วนตัว Big Bunny ที่ดัดแปลงจากเครื่องบินเจ็ต DC-30 มีทั้งห้องครัว, ห้องนั่งเล่น, ดิสโก้, ชุดโฮมเธียเตอร์, บาร์เหล้า และห้องนอนที่รองรับแขกได้ถึง 16 คน โดยจะมีเตียงทรงกลมไว้สร้างอารมณ์ของป๋าเฮฟ แยกออกมาเฉพาะอีกด้วย

อย่างไรก็ตามช่วงกลางยุค 70 PLAYBOY Enterprises ต้องเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากอยู่หลายครั้ง ทั้งปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำของสหรัฐฯ และการแข่งขันที่สูงขึ้นจากการเกิดใหม่ของนิตยสารแนวเดียวกันอย่าง Penthouse ในช่วงแรก เฮฟเนอร์ ออกมาโจมตีว่าเป็น 'การลอกเลียนจากพวกนักลอกเลียนแบบ' พร้อมลงภาพนางแบบที่เน้นความโป๊เปลือยมากกว่าการโพสต์ท่าหรือองค์ประกอบที่ดูดี แต่กลายเป็นว่ายอดโฆษณากลับลดลง และส่งผลกระทบมาถึงยอดขาย ทำให้เฮฟเนอร์ ต้องกลับมาทุ่มเทธุรกิจนิตยสารอีกครั้ง ในเวลาเดียวกัน PLAYBOY Enterprises พยายามปรับองค์กรด้วยการตัดธุรกิจที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อย่าง PLAYBOY Club และโรงแรมออกไป ขณะที่ธุรกิจภาพยนตร์ และบริษัทเพลงถูกตัดงบประมาณ และลดเงินเดือนพนักงาน โดยฝ่ายนิตยสารก็มีการสร้างมาตรฐานการถ่ายภาพนางแบบขึ้นมาใหม่โดยรวมถึงการคัดเลือกสาวๆ ที่ไม่เคยผ่านงานถ่ายแบบวาบหวิวอย่าง 'Girls of the Big Ten' ที่เป็นการคัดเลือกนักศึกษามหาวิทยาลัยมาร่วมถ่ายแบบ พร้อมกับการเพิ่มเนื้อหา และคุณภาพของบทความที่อยู่ในนิตยสารให้เข้มข้นมากขึ้น

ในปี 1975 เฮฟเนอร์ ตัดสินใจเลือกลอส แอนเจลิส เป็นบ้านหลังใหม่ของเขาอย่างถาวร เพื่อที่จะได้มีเวลาอย่างเต็มที่ในการดูแลธุรกิจทีวี และภาพยนตร์ เขากลายเป็นเหมือนอีกสัญลักษณ์ของฮอลลีวู้ด จนได้รับเกียรติให้มีดาวของตัวเองบนฮอลลีวู้ด วอลค์ ออฟ เฟม (Hollywood Walk of Fame) และกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ของฮอลลีวู้ด ด้วยการรับหน้าที่อำนวยการสร้าง Macbeth ผลงานดังของผู้กำกับโรมัน โปลันสกี้ และ And Now for Something Completely Different ภาพยนตร์เรื่องแรกของกลุ่มนักแสดงตลก Monty Python หลังจากนั้นในปี 1978 เฮฟเนอร์ เริ่มต้นจัด PLAYBOY Jazz Festival งานเทศกาลดนตรีประจำปีที่รวบรวมนักดนตรีแจ๊ซซ์ที่ดีที่สุดของโลกมาร่วมแสดง

ในปี 1985 เฮฟเนอร์ มีอาการหลอดเลือดสมองตีบ ถึงจะไม่รุนแรงมากนัก แต่เป็นสัญญาณเตือนสำหรับเจ้าพ่อกระต่าย เขาตัดสินใจงดการร่วมปาร์ตี้ริมสระน้ำที่แมนชั่น และลดการทำกิจกรรมต่างๆ ที่เขาชื่นชอบ แต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพลงทันที ก่อนจะตัดสินใจเข้าพิธีแต่งงานกับคิมเบอร์ลี่ย์ คอนราด แฟนสาวที่คบหากันมายาวนานในปี 1989 โดยงานครั้งนี้มีขึ้นที่ PLAYBOY Mansion ในเมืองลอส แอนเจลิส ท่ามกลางบรรยากาศแบบครอบครัว โดยชีวิตคู่รอบนี้ทำให้เขาผลิตทายาทชายเพิ่มมาอีก 2 คน คือ มาร์สตัน และคูเปอร์ ก่อนที่ความรักจะปิดฉากลงในปี 1988 โดยคิมเบอร์ลี่ย์ และลูกชายทั้ง 2 คน ย้ายออกมาอาศัยในบ้านที่อยู่ไม่ไกลจาก PLAYBOY Mansion

นับตั้งแต่กลางยุค 80 คริสตี้ เฮฟเนอร์ ลูกสาวคนโตของป๋าฮิวจ์ เข้ามาทำงานในกองบรรณาธิการ PLAYBOY และในปี 1988 เขาได้ถ่ายโอนอำนาจการบริหาร PLAYBOY Enterprises ให้กับเธอ โดยแต่งตั้งให้รั้งตำแหน่งประธานบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รวมทั้งเป็นบรรณาธิการบริหารในส่วนของนิตยสาร และคริสตี้ ก็มีบทบาทสำคัญในการนำ PLAYBOY Enterprises เข้าสู่ธุรกิจเคเบิ้ลทีวี, การผลิตวีดีโอ และสื่อออนไลน์ ก่อนที่เธอจะลาออกจากทุกตำแหน่งใน PLAYBOY Enterprises เมื่อเดือนมกราคม 2009

นับตั้งแต่เข้าสู่ทศวรรษ 90 ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ หันมาอุทิศตัวเพื่อช่วยเหลือสังคม และโครงการต่างๆ ของหน่วยงานท้องถิ่นมากขึ้น เขาเป็นผู้ดูแลมูลนิธิ PLAYBOY Foundation ที่มีการมอบรางวัล Freedom of Expression Award เป็นประจำทุกปีในเทศกาลภาพยนตร์ Sundance Film Festival โดยเฮฟเนอร์ ยังให้การสนับสนุนการสอนวิชาเซ็นเซอร์ในภาพยนตร์ (Censorship in the Cinema course) ของมหาวิทยาลัยเซาเธิร์น แคลิฟอร์เนีย (University of Southern California) ที่บางโอกาสเขายังปรากฏตัวในฐานะอาจารย์พิเศษ และเป็นผู้บริจาคเงินรายใหญ่ให้หอสมุดภาพยนตร์ และโทรทัศน์ยูซีแอลเอ (UCLA Film and Television Archive) ในการรักษาฟิล์มภาพยนตร์คลาสสิก และยังเป็นสปอนเซอร์ให้กับรายการ American Cinema ทางสถานี PBS อีกด้วย

เกาะกระแสเรียลิตี้โชว์ "The Girls Next Door"

เฮฟเนอร์ ยังได้รับรางวัลมากมายในฐานะที่อุทิศตัวช่วยเหลือสังคม และอุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์ โดยเขาได้รับการบรรจุชื่อเข้าสู่หอเกียรติยศบรรณาธิการนิตยสารแห่งประเทศสหรัฐฯ (Hall of Fame of the American Society of Magazine Editors) ในปี 1998 และในปี 2002 เขาได้รับรางวัลเฮนรี่ จอห์นสัน ฟิสเชอร์ (Henry Johnson Fisher Award) ที่ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของวงการนิตยสารในประเทศสหรัฐฯ โดยในปีเดียวกันนั้นเขายังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของ Harvard Lampoon นิตยสารแนวตลกของ 1 ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ พร้อมยกย่องให้เขาเป็น 'บุคคลที่เป็นแบบอย่างของการใช้ชีวิตที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของจักรวาล' (Harvard Lampoon's Best Life-Form in the History of the Universe)

ในปี 2005 เฮฟเนอร์ เปิดตัว The Girls Next Door รายการเรียลิตี้โชว์ที่ตามติดชีวิตของเขา และบรรดาแฟนสาวใน PLAYBOY Mansion โดยออกอากาศทางช่อง E! การเข้ามาร่วมดูแลการผลิตด้วยตัวเองทำให้ซีซั่นแรกๆ ของโชว์ ทำให้ผู้ชมได้เห็นอดีต 3 คนรักของเฮฟเนอร์ ไม่ว่าจะเป็น ฮอลลี่ เมดิสัน, บริดเจ็ท มาร์ควอร์ดท์ และเคนดร้า วิลกินสัน มาปรากฏตัว ก่อนที่บทบาทสำคัญในช่วงซีซั่นท้ายๆ จะตกเป็นของแฝดสยิว คริสติน่า และคาริสซ่า แชนน่อน รวมทั้ง คริสตัล แฮร์ริส ที่กลายเป็นคู่หมั้นกับป๋าเฮฟ ในเวลาต่อมา แต่ในความเป็นจริงซีรี่ส์นี้เหมือนทำหน้าที่เป็นเครื่องมือโปรโมทโปรเจ็กต์ใหม่ๆ และธุรกิจต่างๆ ที่อยู่ในเครือ PLAYBOY Enterprises เสียมากกว่า

ในซีซั่นสุดท้ายที่ออกฉายในปี 2009 กลายเป็นบทบันทึกสำคัญหลังจากมีความเปลี่ยนแปลงมากมายในชีวิตของเฮฟเนอร์ เริ่มจากการย้ายออกจากแมนชั่นของมาร์ควอร์ดท์ เพื่อเริ่มต้นซีรี่ส์ทีวีของตัวเอง ตามด้วย วิลกินสัน ที่เลือกออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับ แฮงค์ บาสเก็ตต์ นักอเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอล และเมดิสัน เป็นคนสุดท้ายที่ขอคืนห้อง หลังจากไม่มีความสุขกับการที่เฮฟเนอร์ ไม่แสดงความจริงจังในความสัมพันธ์ที่มีกับเธอ

ชีวิตในปัจจุบัน

ในช่วง 2-3 ปีหลัง มีกระแสข่าวว่า เฮฟเนอร์ กำลังอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อสร้างภาพยนตร์ชีวประวัติของตัวเขาเอง โดยมีชื่อของแบรตต์ เร็ตเนอร์ ถูกโยงเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ รวมทั้งพระเอกระดับหัวแถวหลายคนถูกคาดการณ์ว่ามีโอกาสจะมารับเป็นเจ้าพ่อ PLAYBOY ไม่ว่าจะเป็น ทอม ครูซ, เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ และโรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์

เฮฟเนอร์ ประกาศข่าวการหมั้นกับ คริสตัล แฮร์ริส สาวเพลย์เมต ในเดือนธันวาคม 2010 แต่ในเดือนมิถุนายนปีถัดมา ทั้งคู่กลายเป็นข่าวพาดหัวอีกครั้งเมื่อแฮร์ริส เป็นฝ่ายประกาศถอนหมั้น แต่ทั้งคู่ก็กลับมาเป็นจุดสนใจของสาธารณชนอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2012 หลังจากประกาศหมั้นรอบใหม่ และได้เข้าพิธีวิวาห์อย่างเป็นทางการที่ PLAYBOY Mansion ในคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2012 โดยเฮฟเนอร์ วัย 86 ปี ส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์หลังเสร็จสิ้นพิธีว่า "ขอให้มีความสุขในวันปีใหม่จากคุณ และคุณนาย ฮิวจ์ เฮฟเนอร์" พร้อมกับรูปคู่ของเขากับเจ้าสาววัย 26 ปี

FEATURED VIDEO